หน้าแรก/บทความ/จัดการ Carbon Data อย่างไรให้เป็นระบบ? รู้จัก FlipCarbon สู่ Net Zero

จัดการ Carbon Data อย่างไรให้เป็นระบบ? รู้จัก FlipCarbon สู่ Net Zero

SRS-BlogEp27-1920×1080-SKD1
โดยSirisoft
16/10/2026
FacebookX / TwitterLinkedInLine

การเดินหน้าสู่ Net Zero ไม่ได้เริ่มจากการประกาศเป้าหมายเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากคำถามพื้นฐานว่า องค์กรรู้หรือยังว่าปัจจุบันปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมใด ปริมาณเท่าไร และข้อมูลเหล่านั้นสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่

ในหลายองค์กร ข้อมูลการใช้ไฟฟ้า เชื้อเพลิง การเดินทาง วัตถุดิบ และกิจกรรมของคู่ค้า ยังคงกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน หลายสาขา และหลายไฟล์ เมื่อต้องนำข้อมูลมาคำนวณ Carbon Footprint จัดทำรายงาน หรือส่งให้ผู้ทวนสอบ ทีมงานจึงต้องใช้เวลาจำนวนมากกับการรวบรวมไฟล์ ตรวจสอบสูตร และติดตามหลักฐาน

FlipCarbon Enterprise จึงถูกพัฒนาขึ้นในฐานะ Enterprise Carbon Management Platform สำหรับช่วยให้องค์กรจัดการข้อมูลคาร์บอนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ การเก็บข้อมูล การคำนวณ การตรวจสอบ การเตรียมข้อมูลสำหรับการทวนสอบ ไปจนถึงการรายงาน โดยรวมกระบวนการสำคัญไว้ในระบบเดียว

แนวทางนี้ช่วยเปลี่ยนงานคาร์บอนที่เคยพึ่งพาเอกสารและการทำงานแบบ Manual ให้กลายเป็นกระบวนการที่มีมาตรฐาน ตรวจสอบย้อนหลังได้ และพร้อมต่อยอดสู่เป้าหมาย Net Zero

FlipCarbon คืออะไร และช่วยแก้ปัญหาอะไรให้องค์กร?

FlipCarbon Enterprise คือ Enterprise Carbon Management Platform ที่พัฒนาโดย Sirisoft เพื่อช่วยให้องค์กรบริหารข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบรวมศูนย์

แพลตฟอร์มครอบคลุมกระบวนการสำคัญตั้งแต่การรวบรวมข้อมูลกิจกรรมจากแต่ละหน่วยงาน การคำนวณให้อยู่ในหน่วยตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือ tCO₂e การทำงานร่วมกันระหว่างผู้กรอก ผู้ตรวจสอบ และผู้อนุมัติ ไปจนถึงการจัดเตรียมข้อมูลและรายงานสำหรับมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

แนวคิดสำคัญของ FlipCarbon คือการทำให้ทุกฝ่ายเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน แทนที่แต่ละหน่วยงานจะเก็บไฟล์และใช้สูตรของตัวเอง

ตัวอย่างข้อมูลที่สามารถนำมาบริหารจัดการได้ ได้แก่

  • การใช้ไฟฟ้าของสำนักงาน โรงงาน และสาขา
  • การใช้เชื้อเพลิงของเครื่องจักรและยานพาหนะ
  • การเดินทางเพื่อธุรกิจ
  • การขนส่งและโลจิสติกส์
  • การใช้วัตถุดิบ
  • ของเสียจากการดำเนินงาน
  • ข้อมูลจากบริษัทในเครือ
  • ข้อมูลจาก Supplier และคู่ค้า

เมื่อข้อมูลอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ผู้บริหารจึงสามารถมองเห็นภาพรวมของทั้งองค์กร ขณะที่ทีมปฏิบัติงานสามารถติดตามได้ว่าข้อมูลส่วนใดยังไม่ครบ ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และข้อมูลผ่านการตรวจสอบหรืออนุมัติแล้วหรือไม่

Carbon Footprint คืออะไร?

Carbon Footprint คือปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมขององค์กร โดยมักแสดงผลในรูป คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e)

การจัดทำ Carbon Footprint จึงไม่ได้เริ่มจากการคำนวณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลกิจกรรม เช่น ปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ ปริมาณเชื้อเพลิง การเดินทาง การขนส่ง วัตถุดิบ หรือของเสีย จากนั้นจึงนำข้อมูลเหล่านี้มาคำนวณโดยใช้ Emission Factor ที่เกี่ยวข้อง

พูดง่าย ๆ คือ ข้อมูลกิจกรรม, Emission Factor, Carbon Footprint

ดังนั้น หากข้อมูลตั้งต้นไม่ครบ ไม่เป็นระบบ หรือไม่สามารถตรวจสอบที่มาได้ ผลลัพธ์ของ Carbon Footprint ก็อาจมีข้อจำกัดตามไปด้วย

การแบ่งขอบเขตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions)

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรไม่ได้มาจากแหล่งเดียว แต่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ Scope 1, Scope 2 และ Scope 3

Scope 1: การปล่อยที่องค์กรปล่อยเอง
คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากกิจกรรมที่องค์กรเป็นเจ้าของหรือควบคุม
เช่น น้ำมันที่ใช้กับรถของบริษัท การเผาไหม้เชื้อเพลิงในโรงงานหรือเครื่องจักร รวมถึงการรั่วไหลของสารทำความเย็น

Scope 2: การปล่อยจากพลังงานที่องค์กรซื้อมาใช้
คือการปล่อยทางอ้อมที่เกิดจากพลังงานที่องค์กรซื้อมาใช้ เช่น ไฟฟ้าสำหรับสำนักงาน โรงงาน หรือสาขา รวมถึงพลังงานรูปแบบอื่น เช่น ไอน้ำ ความร้อน หรือความเย็น

Scope 3: การปล่อยที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ
คือการปล่อยทางอ้อมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมขององค์กร ตั้งแต่ Supplier ไปจนถึงการใช้หรือจัดการสินค้าหลังการขาย เช่น การซื้อสินค้าและบริการ การขนส่ง การเดินทางเพื่อธุรกิจ การเดินทางของพนักงาน หรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นจาก Supplier และคู่ค้า

จึงอาจมองภาพรวมได้ง่าย ๆ ว่า

Scope 1 = เราปล่อยเอง
Scope 2 = เราซื้อพลังงานมาใช้
Scope 3 = การปล่อยอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นรอบธุรกิจของเรา

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเก็บข้อมูลคาร์บอนขององค์กรจึงต้องอาศัยข้อมูลจากหลายฝ่าย และในกรณีของ Scope 3 ยังต้องทำงานร่วมกับ Supplier และคู่ค้าด้วย

ทำไม Excel จึงไม่พอสำหรับ Carbon Data?

ในช่วงเริ่มต้น Excel อาจเป็นเครื่องมือที่สะดวกสำหรับการรวบรวมข้อมูลคาร์บอน แต่เมื่อองค์กรมีหลายหน่วยงาน หลายสาขา หรือมีบริษัทในเครือจำนวนมาก ความซับซ้อนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปัญหาที่พบได้ เช่น

  • ข้อมูลกระจายอยู่หลายไฟล์ หลายแผนก และหลายสาขา
  • สูตรคำนวณอาจไม่เหมือนกัน
  • ต้องกรอก Emission Factor ด้วยตัวเอง
  • เกิดปัญหา Copy-Paste หรือใช้ไฟล์ผิด Version
  • การรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงานทำได้ยาก
  • ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าใครแก้ไขข้อมูลและแก้ไขเมื่อใด
  • เมื่อผู้ตรวจสอบมีคำถาม การย้อนกลับไปหาหลักฐานทำได้ยาก
  • การเก็บข้อมูล Scope 3 จากคู่ค้าจำนวนมากใช้ทรัพยากรสูง

เมื่อองค์กรต้องจัดทำข้อมูลอย่างต่อเนื่องและเตรียมพร้อมสำหรับการตรวจสอบ การมีเพียง “ไฟล์ที่คำนวณเสร็จแล้ว” จึงอาจไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องมีทั้ง ข้อมูล กระบวนการ และหลักฐานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้

FlipCarbon แตกต่างจากการจัดทำรายงานคาร์บอนแบบเดิมอย่างไร?

จุดเปลี่ยนสำคัญของ FlipCarbon คือการนำกระบวนการที่เคยแยกออกเป็นหลายขั้นตอนมาอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูลกิจกรรม การคำนวณคาร์บอน การส่งข้อมูลเพื่อตรวจสอบ ไปจนถึงการจัดทำรายงาน ระบบรองรับการจัดเก็บข้อมูลกิจกรรมรายเดือนสำหรับ Scope 1–3 และสามารถเชื่อมโยงกับ Emission Factor Library เพื่อลดการกรอกค่า EF ด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ยังสามารถออกแบบการเชื่อมต่อข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ผ่าน API เพื่อดึงข้อมูลเข้าสู่ระบบ และนำข้อมูลไปใช้ในกระบวนการคำนวณ GHG ตาม Scope ที่เกี่ยวข้อง

แนวทางนี้ช่วยเปลี่ยนจากการ “ทำรายงานปีละครั้ง” ไปสู่การมี Carbon Data ที่จัดเก็บและติดตามได้อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการได้ตัวเลข Carbon Footprint แต่คือการรู้ว่า ตัวเลขนั้นมาจากข้อมูลอะไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่

Carbon Data Foundation คืออะไร และสำคัญอย่างไร?

Carbon Data Foundation คือการวางโครงสร้างข้อมูล กระบวนการ และหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นระบบ เพื่อให้องค์กรสามารถนำข้อมูลกลับมาใช้ ตรวจสอบ และต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง

การเดินทางสู่ Net Zero เป็นกระบวนการระยะยาว องค์กรจึงควรมีฐานข้อมูลคาร์บอนที่สามารถนำกลับมาใช้และต่อยอดได้

เมื่อมี Carbon Data Foundation องค์กรจะสามารถ

  • ลดการเริ่มเก็บข้อมูลใหม่ทุกปี
  • ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้
  • ขยายการจัดเก็บไปยัง Scope 3 ได้
  • เชื่อมโยงข้อมูลจาก Supplier และคู่ค้าได้
  • เตรียมข้อมูลสำหรับการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ได้ดีขึ้น

รวมถึงรองรับความต้องการด้านข้อมูลที่อาจเพิ่มขึ้น เช่น IFRS S1/S2, CBAM และข้อกำหนดจาก Supply Chain ทั้งนี้ การบังคับใช้ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจและข้อกำหนดของแต่ละหน่วยงาน

FlipCarbon ช่วยเตรียมข้อมูลสำหรับการทวนสอบและรายงานอย่างไร?

ในการจัดทำข้อมูลคาร์บอน องค์กรต้องสามารถตอบคำถามสำคัญได้ว่า

  • ข้อมูลมาจากไหน
  • ใครเป็นผู้กรอก
  • ใครเป็นผู้ตรวจสอบ
  • ข้อมูลถูกแก้ไขเมื่อใด
  • ใครเป็นผู้อนุมัติ

FlipCarbon รองรับ Workflow ระหว่างผู้กรอก ผู้ตรวจสอบ และผู้อนุมัติ พร้อมบันทึกสถานะ การเปลี่ยนแปลง และประวัติการทำงานไว้ในระบบ

แนวทางนี้ช่วยให้องค์กรเตรียมข้อมูลและหลักฐานประกอบการทวนสอบได้เป็นระบบมากขึ้น ทั้งยังช่วยจัดเตรียมข้อมูลสำหรับรายงานที่เกี่ยวข้อง เช่น One Report และแนวทางของ GHG Protocol

อย่างไรก็ตาม การมีแพลตฟอร์มไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะผ่านการทวนสอบหรือเป็นไปตามข้อกำหนดโดยอัตโนมัติ ยังต้องมีการตรวจสอบข้อมูลและดำเนินการตามเกณฑ์ของแต่ละมาตรฐาน

องค์กรขนาดใหญ่เริ่มใช้ FlipCarbon อย่างไร?

การเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกอย่างในครั้งเดียว องค์กรสามารถเริ่มจากข้อมูลหรือหน่วยงานที่พร้อมก่อน แล้วค่อยขยายการใช้งาน

Phase 1: เริ่มต้นและเตรียมข้อมูล

ทำความเข้าใจโครงสร้างองค์กร แหล่งข้อมูล ผู้รับผิดชอบ และรอบการรายงาน จากนั้นนำข้อมูลเข้าสู่ระบบและกำหนด Workflow สำหรับการทำงาน

Phase 2: ขยายการใช้งาน

เมื่อกระบวนการเริ่มเข้าที่ สามารถขยายการเก็บข้อมูลไปยัง Scope 3, Supplier และ Value Chain รวมถึงนำข้อมูลมาเปรียบเทียบและวิเคราะห์เพื่อใช้ประกอบการวางแผน

จึงสามารถเริ่มจาก Entity ที่พร้อม → ขยายสู่ระดับ Enterprise → เชื่อมต่อ Value Chain

Sirisoft ช่วยวางระบบ Carbon Data ได้อย่างไร?

การใช้ Carbon Management Platform ให้เกิดประโยชน์ ไม่ได้จบเพียงการติดตั้งระบบ องค์กรต้องเข้าใจก่อนว่า

  • มีข้อมูลอะไรอยู่แล้ว
  • ข้อมูลอยู่ที่ใด
  • ใครเป็นเจ้าของข้อมูล
  • กระบวนการทำงานในปัจจุบันเป็นอย่างไร
  • ระบบใดควรเชื่อมต่อกัน

Sirisoft สามารถช่วยตั้งแต่การสำรวจข้อมูล ออกแบบกระบวนการทำงาน วางแนวทางเชื่อมต่อระบบ และเตรียมโครงสร้างให้รองรับการขยายในอนาคต

เมื่อทำงานร่วมกับ FlipCarbon องค์กรจะสามารถวางรากฐานการจัดการข้อมูลคาร์บอนอย่างเป็นระบบ ก่อนต่อยอดไปสู่ Scope 3, Value Chain และเป้าหมาย Net Zero

Carbon Data จะช่วยให้องค์กรไปสู่ Net Zero ได้อย่างไร?

การไปสู่ Net Zero ไม่ได้เกิดจากการคำนวณ Carbon Footprint เพียงครั้งเดียว แต่ต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและต่อเนื่อง เพื่อให้องค์กรรู้ว่า

  • คาร์บอนมาจากไหน
  • กิจกรรมใดปล่อยสูง
  • จุดใดควรเร่งลด
  • ต้องลงทุนหรือปรับกระบวนการอย่างไร
  • ผลการลดการปล่อยเป็นอย่างไร

เมื่อข้อมูลคาร์บอนเป็นระบบ ข้อมูลเหล่านี้จะเปลี่ยนจาก “ภาระในการทำรายงาน” ให้กลายเป็นข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนการบริหารความเสี่ยง การวางแผนธุรกิจ และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุด การจัดการ Carbon Data จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อให้ได้ตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เพื่อให้องค์กรสามารถนำข้อมูลไปใช้ตัดสินใจและขับเคลื่อนการลดการปล่อยได้จริง

FlipCarbon ช่วยวางรากฐานการจัดการข้อมูลคาร์บอน ตั้งแต่การเก็บ คำนวณ ตรวจสอบ เตรียมข้อมูลสำหรับการทวนสอบ และรายงานในระบบเดียว

เพราะคำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “องค์กรปล่อยคาร์บอนเท่าไร?” แต่คือ “คาร์บอนมาจากไหน เราลดได้ตรงไหน และจะนำข้อมูลนี้ไปสร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้อย่างไร?”

แชร์บทความนี้ :
FacebookX / TwitterLinkedInLine
หมวดหมู่
บทความที่น่าสนใจ
จัดการ Carbon Data อย่างไรให้เป็นระบบ? รู้จัก FlipCarbon สู่ Net Zero | Sirisoft