
Cloud Infrastructure ตัวช่วยสำคัญที่หลายองค์กรในปัจจุบันนำมาใช้พัฒนาธุรกิจให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับธุรกิจอื่น ๆ แต่ถ้าคุณยังไม่รู้ว่า Cloud Infrastructure คืออะไร ต่างจาก IT Infrastructure อย่างไร ก็อาจจะสงสัยว่า Cloud Infrastructure จะมีประโยชน์ต่อองค์กรจริง ๆ หรือเปล่า บทความนี้เหมาะสำหรับทั้งผู้ที่เริ่มต้นศึกษาด้านคลาวด์และเจ้าของธุรกิจที่กำลังมองหาโซลูชันเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตในยุคดิจิทัล
Key Takeaways
สารบัญบทความ
Cloud Infrastructure คือ ชุดโครงสร้างของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่นำมาใช้ทำงานกับบริการคลาวด์ (Cloud) ที่มีผู้ให้บริการเป็นฝ่ายดูแลระบบต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้งานจะสามารถเข้าถึง Server, Network, Storage และข้อมูลอื่น ๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้พนักงาน IT เหมือน IT Infrastructure
ในปัจจุบัน Cloud Infrastructure จึงถูกนำมาใช้ในธุรกิจต่าง ๆ มากมาย ซึ่งสิริซอฟต์เองก็นำ Cloud Infrastructure มาใช้ออกแบบ Smart City ด้วย โดยให้ Cloud Infrastructure ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลแบบ Real-time เมื่อส่งข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ การจราจร พลังงาน หรือข้อมูลอื่น ๆ ที่ได้จากแต่ละเมืองขึ้น Cloud ระบบจะวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ จึงช่วยให้หน่วยงานรัฐและเอกชนสามารถตัดสินใจได้ดีมากยิ่งขึ้น
นอกเหนือจากนี้แล้ว Cloud Infrastructure ยังมีส่วนช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อระหว่างระบบต่าง ๆ ภายในเมืองให้ขยายตัวง่ายขึ้น ช่วยให้เมืองสามารถนำบริการดิจิทัลใหม่ ๆ มาใช้ได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ระบบขนส่งอัจฉริยะ จนถึงระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า นับว่าเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ Smart City สามารถทำงานฉลาดอย่างยั่งยืน

Cloud Infrastructure คือ โครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ สามารถแบ่งประเภทตามรูปแบบการให้บริการออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้
Infrastructure as a Service (IaaS) ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร ทั้ง Server, Network, Storage ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงและบริหารจัดการฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และข้อมูลเองได้ เช่น Amazon Web Services, Microsoft Azure, Huawei Cloud, และ Oracle Cloud เป็นต้น เป็นต้น
Software as a Service (SaaS) ให้บริการซอฟต์แวร์ที่สามารถใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตได้ทันทีหลังสมัครเข้าใช้งาน โดยผู้ใช้บริการไม่ต้องดูแลระบบ ปรับแต่ง หรืออัปเดตระบบ เช่น Dropbox, Zoom, และ Google Workspace เป็นต้น
Platform as a Service (PaaS) ให้บริการแพลตฟอร์มบน Cloud ที่มีเครื่องมือเตรียมไว้ให้ผู้ใช้งานพัฒนาแอปพลิเคชัน โดยผู้ใช้บริการดูแลพัฒนาและปรับใช้แอปพลิเคชัน โดยไม่จำเป็นต้องดูแลฮาร์ดแวร์ เช่น Google App Engine, Red Hat Openshift, และ Oracle Cloud Platform เป็นต้น

Cloud Infrastructure คือ สิ่งที่ช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว โดย Cloud Infrastructure มีประโยชน์กับองค์กรหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน ความยืดหยุ่นในการทำงาน ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล ความปลอดภัย โดยมีรายละเอียดดังนี้
Cloud Infrastructure ช่วยลดต้นทุนพัฒนาระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ช่วยลดค่าบำรุงรักษาระบบ และช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เพราะองค์กรสามารถเลือกจ่ายเงินเฉพาะส่วนที่ใช้งานได้
การใช้ Cloud Infrastructure ช่วยให้พนักงานทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้จากทุกที่เพียงแค่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทำให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และมีอิสระในการทำงาน
Cloud Infrastructure มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเพิ่มขนาดทรัพยากรในตอนที่มีผู้ใช้งานเยอะ และปรับลดขนาดทรัพยากรให้คงเหลือตามที่ใช้ภายในองค์กรตามจริงได้อย่างรวดเร็ว
องค์กรสามารถนำ Cloud Infrastructure มาพัฒนาระบบภายในองค์กร ด้วยการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น AI, Machine Learning, Big Data และอื่น ๆ
ระบบความปลอดภัยของ Cloud Infrastructure ที่ผู้ให้บริการจัดสรรให้ ได้รับมาตรฐานระดับสากล จึงช่วยป้องกันข้อมูลสำคัญขององค์กรไม่ให้ถูกโจมตีจากภัยไซเบอร์ได้
Cloud Infrastructure มีระบบสำรองข้อมูลและกู้คืนข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ หากเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันอื่น ๆ ก็จะช่วยให้องค์กรมีข้อมูลสำรองไว้ใช้ทำงานต่อได้ทันที
ในปัจจุบันธุรกิจที่วางโครงสร้างระบบองค์กรแบบ On-Premises อาจเจอข้อจำกัดที่ทำให้ธุรกิจเติบโตช้า ซึ่งการใช้ Cloud Infrastructure ที่สอดคล้องกับยุคสมัยจะช่วยแก้ปัญหาที่พบจาก On-Premises ได้ ดังนี้

เนื่องจาก Cloud Infrastructure คือ รากฐานสำคัญที่นำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ถ้าหากธุรกิจไม่ได้ใช้ Cloud Infrastructure ก็อาจจะพลาดโอกาสผลประโยชน์ต่าง ๆ เช่น
ผู้ให้บริการ Cloud Infrastructure ที่ให้บริการ Server, Network และ Storage มีหลายบริษัท เช่น Oracle Cloud Infrastructure (OCI), Amazon Web Services (AWS), Microsoft Azure และ Google Cloud Platform (GCP)
ถ้าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแนะนำ Cloud Infrastructure ที่ช่วยให้การทำงานมีความยืดหยุ่น แต่ถ้าเลือกได้แนะนำใช้งาน Cloud และ On-Premises ร่วมกัน เพราะทั้งสองเซิร์ฟเวอร์มีข้อดีที่สามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างคุ้มค่า โดยที่ยังคงความปลอดภัยและความรวดเร็วอยู่
ในที่นี้เรียกการรวมเซิร์ฟเวอร์ของทั้งสองนี้ว่า “Hybrid Cloud” ซึ่งมีข้อดีดังนี้
IaaS (บริการโครงสร้างพื้นฐาน IT), PaaS (บริการแพลตฟอร์ม) และ SaaS (บริการซอฟต์แวร์) แตกต่างทางด้านรูปแบบการใช้งาน จึงควรเลือกใช้บริการที่เหมาะสม และสอดคล้องกับธุรกิจ
Cloud Infrastructure คือ โครงสร้างพื้นฐานของระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ให้บริการใน Cloud ที่มีผู้ให้บริการเป็นผู้ดูแล ซึ่ง Cloud Infrastructure มีส่วนช่วยลดข้อจำกัดที่มีจากการใช้งาน On-Premise ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ให้มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย ให้ธุรกิจและองค์กรสามารถเติบโตในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน
ซึ่งสิริซอฟต์ผสมผสานเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยให้เข้ากับกลยุทธ์ของธุรกิจ ด้วย DevOps และ Microservices ช่วยเรื่องการปรับปรุงธุรกิจ การทรานส์ฟอร์ม และการบริหารความเสี่ยงให้เป็นเรื่องง่าย เพื่อให้คุณมีประสบการณ์ใช้งานที่ดี ให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน พร้อมรักษามาตรฐานธุรกิจได้อย่างมั่นคง