Home/Blog/ทำความรู้จัก Cloud Infrastructure ตัวช่วยในการทำธุรกิจยุคใหม่

ทำความรู้จัก Cloud Infrastructure ตัวช่วยในการทำธุรกิจยุคใหม่

Cloud Infrastructure
BySirisoft
04/10/2025
FacebookX / TwitterLinkedInLine

Cloud Infrastructure ตัวช่วยสำคัญที่หลายองค์กรในปัจจุบันนำมาใช้พัฒนาธุรกิจให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับธุรกิจอื่น ๆ แต่ถ้าคุณยังไม่รู้ว่า Cloud Infrastructure คืออะไร ต่างจาก IT Infrastructure อย่างไร ก็อาจจะสงสัยว่า Cloud Infrastructure จะมีประโยชน์ต่อองค์กรจริง ๆ หรือเปล่า บทความนี้เหมาะสำหรับทั้งผู้ที่เริ่มต้นศึกษาด้านคลาวด์และเจ้าของธุรกิจที่กำลังมองหาโซลูชันเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตในยุคดิจิทัล

Key Takeaways

  • Cloud Infrastructure คือ ชุดโครงสร้างฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ที่อยู่ในบริการคลาวด์ โดยมีผู้ให้บริการเป็นผู้ดูแลและจัดการระบบให้กับผู้ใช้งาน
  • การให้บริการ Cloud Infrastructure แบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามการใช้งาน ได้แก่ IaaS (บริการโครงสร้างพื้นฐาน IT), PaaS (บริการแพลตฟอร์ม) และ SaaS (บริการซอฟต์แวร์)
  • Cloud Infrastructure สามารถใช้งานได้จากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต จึงช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน สามารถจัดเก็บระบบข้อมูลได้อย่างปลอดภัย กู้คืนได้ และช่วยลดต้นทุน
  • Cloud Infrastructure ช่วยลดข้อจำกัดบางประการของ On-Premises เช่น การเข้าถึงข้อมูล การปรับความยืดหยุ่นของระบบ การปกป้องข้อมูลจากภัยไซเบอร์ งบในการลงทุนสร้างระบบ

สารบัญบทความ

Cloud Infrastructure คืออะไร มีหน้าที่อย่างไร

Cloud Infrastructure คือ ชุดโครงสร้างของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่นำมาใช้ทำงานกับบริการคลาวด์ (Cloud) ที่มีผู้ให้บริการเป็นฝ่ายดูแลระบบต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้งานจะสามารถเข้าถึง Server, Network, Storage และข้อมูลอื่น ๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้พนักงาน IT เหมือน IT Infrastructure

ในปัจจุบัน Cloud Infrastructure จึงถูกนำมาใช้ในธุรกิจต่าง ๆ มากมาย ซึ่งสิริซอฟต์เองก็นำ Cloud Infrastructure มาใช้ออกแบบ Smart City ด้วย โดยให้ Cloud Infrastructure ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลแบบ Real-time เมื่อส่งข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ การจราจร พลังงาน หรือข้อมูลอื่น ๆ ที่ได้จากแต่ละเมืองขึ้น Cloud ระบบจะวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ จึงช่วยให้หน่วยงานรัฐและเอกชนสามารถตัดสินใจได้ดีมากยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากนี้แล้ว Cloud Infrastructure ยังมีส่วนช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อระหว่างระบบต่าง ๆ ภายในเมืองให้ขยายตัวง่ายขึ้น ช่วยให้เมืองสามารถนำบริการดิจิทัลใหม่ ๆ มาใช้ได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ระบบขนส่งอัจฉริยะ จนถึงระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า นับว่าเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ Smart City สามารถทำงานฉลาดอย่างยั่งยืน

Cloud Infrastructure มีกี่ประเภท

ประเภทของ Cloud Infrastructure

Cloud Infrastructure คือ โครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ สามารถแบ่งประเภทตามรูปแบบการให้บริการออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้

Infrastructure as a Service (IaaS)

Infrastructure as a Service (IaaS) ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร ทั้ง Server, Network, Storage ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงและบริหารจัดการฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และข้อมูลเองได้ เช่น Amazon Web Services, Microsoft Azure, Huawei Cloud, และ Oracle Cloud เป็นต้น เป็นต้น

Software as a Service (SaaS)

Software as a Service (SaaS) ให้บริการซอฟต์แวร์ที่สามารถใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตได้ทันทีหลังสมัครเข้าใช้งาน โดยผู้ใช้บริการไม่ต้องดูแลระบบ ปรับแต่ง หรืออัปเดตระบบ เช่น Dropbox, Zoom, และ Google Workspace เป็นต้น

Platform as a Service (PaaS)

Platform as a Service (PaaS) ให้บริการแพลตฟอร์มบน Cloud ที่มีเครื่องมือเตรียมไว้ให้ผู้ใช้งานพัฒนาแอปพลิเคชัน โดยผู้ใช้บริการดูแลพัฒนาและปรับใช้แอปพลิเคชัน โดยไม่จำเป็นต้องดูแลฮาร์ดแวร์ เช่น Google App Engine, Red Hat Openshift, และ Oracle Cloud Platform เป็นต้น

Cloud Infrastructure มีประโยชน์ต่อองค์กรอย่างไร

ข้อดี Cloud Infrastructure

Cloud Infrastructure คือ สิ่งที่ช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว โดย Cloud Infrastructure มีประโยชน์กับองค์กรหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน ความยืดหยุ่นในการทำงาน ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล ความปลอดภัย โดยมีรายละเอียดดังนี้

ลดต้นทุน

Cloud Infrastructure ช่วยลดต้นทุนพัฒนาระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ช่วยลดค่าบำรุงรักษาระบบ และช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เพราะองค์กรสามารถเลือกจ่ายเงินเฉพาะส่วนที่ใช้งานได้

การเข้าถึงข้อมูล

การใช้ Cloud Infrastructure ช่วยให้พนักงานทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้จากทุกที่เพียงแค่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทำให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และมีอิสระในการทำงาน

ความยืดหยุ่น

Cloud Infrastructure มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเพิ่มขนาดทรัพยากรในตอนที่มีผู้ใช้งานเยอะ และปรับลดขนาดทรัพยากรให้คงเหลือตามที่ใช้ภายในองค์กรตามจริงได้อย่างรวดเร็ว

ความสามารถในการพัฒนาธุรกิจ

องค์กรสามารถนำ Cloud Infrastructure มาพัฒนาระบบภายในองค์กร ด้วยการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น AI, Machine Learning, Big Data และอื่น ๆ

ความปลอดภัย

ระบบความปลอดภัยของ Cloud Infrastructure ที่ผู้ให้บริการจัดสรรให้ ได้รับมาตรฐานระดับสากล จึงช่วยป้องกันข้อมูลสำคัญขององค์กรไม่ให้ถูกโจมตีจากภัยไซเบอร์ได้

ความสามารถในการกู้คืนข้อมูล

Cloud Infrastructure มีระบบสำรองข้อมูลและกู้คืนข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ หากเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันอื่น ๆ ก็จะช่วยให้องค์กรมีข้อมูลสำรองไว้ใช้ทำงานต่อได้ทันที

Cloud Infrastructure จะช่วยแก้ On-Premise ได้อย่างไร?

ในปัจจุบันธุรกิจที่วางโครงสร้างระบบองค์กรแบบ On-Premises อาจเจอข้อจำกัดที่ทำให้ธุรกิจเติบโตช้า ซึ่งการใช้ Cloud Infrastructure ที่สอดคล้องกับยุคสมัยจะช่วยแก้ปัญหาที่พบจาก On-Premises ได้ ดังนี้

  • การปรับขนาดทรัพยากร ทรัพยากรในองค์กรมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแต่การปรับเปลี่ยนใน On-Premises ต้องใช้เวลา การใช้ Cloud Infrastructure จึงช่วยปรับขนาดทรัพยากรได้อย่างรวดเร็ว ทำให้องค์กรสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจได้ดีกว่า
  • ขีดจำกัดในการพัฒนาองค์กร โครงสร้าง On-Premises ไม่รองรับระบบใหม่ ๆ บางระบบ ซึ่งอาจทำให้องค์กรเติบโตตามยุคดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วไม่ทัน การใช้ Cloud Infrastructure ที่มีความยืดหยุ่นจึงช่วยให้องค์กรพัฒนาตามทันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความต่อเนื่องในการทำธุรกิจ On-Premises ไม่สามารถสำรองหรือกู้คืนข้อมูลในกรณีที่เกิดสถานการณ์วิกฤต และอาจทำให้งานหยุดชะงักเวลามีปัญหามีปัญหาทางเทคนิคต่าง ๆ แต่ Cloud Infrastructure มีระบบสำรองและกู้คืนข้อมูล จึงสามารถทำงานต่อได้ทันที ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
  • การจัดสรรทรัพยากรในองค์กร Cloud Infrastructure จะช่วยดูแลและจัดการระบบต่าง ๆ ของโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กรให้ใช้งานได้อย่างราบรื่น จึงช่วยให้องค์กรสามารถโฟกัสไปกับการจัดสรรทรัพยากรด้านอื่น ๆ ได้อย่างไม่ต้องกังวล
  • ค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในระบบ On-Premises ทั้งค่าลงทุนฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ หรือค่าบำรุงรักษาระบบในองค์กรสูงกว่าค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้กับผู้ให้บริการ Cloud Infrastructure
  • ความปลอดภัย Cloud Infrastructure เป็นโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่ผู้ให้บริการออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยสูงโดยไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรเยอะ แต่ On-Premises จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสูงกว่า

ธุรกิจจะพลาดโอกาสอะไรไปบ้าง หากไม่ใช้ Cloud Infrastructure

Cloud Infrastructure

เนื่องจาก Cloud Infrastructure คือ รากฐานสำคัญที่นำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ถ้าหากธุรกิจไม่ได้ใช้ Cloud Infrastructure ก็อาจจะพลาดโอกาสผลประโยชน์ต่าง ๆ เช่น

  • ประสิทธิภาพการใช้งาน การใช้ Cloud Infrastructure ช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลจากทุกที่ที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึง จึงช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานได้ด้วย
  • โอกาสเข้าถึงตลาดกลุ่มใหม่ เพราะระบบ Cloud มีความยืดหยุ่นสูง และยังสามารถปรับเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ ตามความต้องการของลูกค้าได้ทุกสถานที่ หากนำระบบมาใช้งานก็จะช่วยให้เจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ง่ายขึ้น และอาจสร้างลูกค้ากลุ่มต่างประเทศได้ด้วย
  • สร้างความได้เปรียบในการทำธุรกิจ ในยุคที่มีคู่แข่งทางธุรกิจประเภทเดียวกันเยอะ ถ้าทำธุรกิจล่าช้าก็อาจจะเป็นรองคู่แข่งได้ Cloud Infrastructure จึงมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพให้ธุรกิจสามารถดำเนินแต่ละกระบวนการเร็วขึ้น และสร้างความได้เปรียบในการแข่งกันอย่างยั่งยืน
  • รักษาความมั่นคงของธุรกิจ การทำธุรกิจภายใต้ระบบ Cloud จะมีความยืดหยุ่น และมีอิสระในการทำงานต่าง ๆ จึงช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ ทำให้ธุรกิจสามารถรักษามาตรฐานการให้บริการได้ในระยะยาว
  • ประหยัดงบประมาณ ระบบ Cloud เป็นระบบที่ทำงานภายใต้การดูแลของผู้ให้บริการ จึงช่วยประหยัดต้นทุนในการจ้างพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน IT ดูแลระบบขององค์กร ทำให้สามารถนำงบที่เหลือไปใช้ในด้านอื่นแทนได้

คำถามที่พบได้บ่อย (FAQs)

แพลตฟอร์มของ Cloud Infrastructure มีอะไรบ้าง

ผู้ให้บริการ Cloud Infrastructure ที่ให้บริการ Server, Network และ Storage มีหลายบริษัท เช่น Oracle Cloud Infrastructure (OCI), Amazon Web Services (AWS), Microsoft Azure และ Google Cloud Platform (GCP)

เลือกใช้ Cloud Infrastructure หรือเซิร์ฟเวอร์แบบ On-Premise อย่างไรดี?

ถ้าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแนะนำ Cloud Infrastructure ที่ช่วยให้การทำงานมีความยืดหยุ่น แต่ถ้าเลือกได้แนะนำใช้งาน Cloud และ On-Premises ร่วมกัน เพราะทั้งสองเซิร์ฟเวอร์มีข้อดีที่สามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างคุ้มค่า โดยที่ยังคงความปลอดภัยและความรวดเร็วอยู่

ในที่นี้เรียกการรวมเซิร์ฟเวอร์ของทั้งสองนี้ว่า “Hybrid Cloud” ซึ่งมีข้อดีดังนี้

  • ความยืดหยุ่น ใช้ On-Premises เก็บข้อมูลสำคัญที่ต้องการความปลอดภัยสูง และใช้ Cloud เก็บงานที่ต้องการขยายอย่างรวดเร็ว เช่น Analytics, AI, Data เป็นต้น
  • การเชื่อมต่อ สามารถโยกย้ายข้อมูลหรือระบบใหม่ ๆ ไว้บน Cloud ได้อย่างราบรื่น ไม่กระทบกับระบบเดิมขององค์กรที่ยังใช้อยู่
  • การปรับตัว องค์กรที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในให้ทันสมัยเข้ากับยุคดิจิทัล แต่ยังจำเป็นต้องใช้ระบบเดิมบางส่วนอยู่
  • ลดค่าใช้จ่าย พยายามใช้ระบบใหม่ ๆ ใน Cloud แทนการซื้อซอฟต์แวร์ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายระยะยาว

IaaS, PaaS และ SaaS มีความแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกใช้แบบไหน?

IaaS (บริการโครงสร้างพื้นฐาน IT), PaaS (บริการแพลตฟอร์ม) และ SaaS (บริการซอฟต์แวร์) แตกต่างทางด้านรูปแบบการใช้งาน จึงควรเลือกใช้บริการที่เหมาะสม และสอดคล้องกับธุรกิจ

Cloud Infrastructure ตัวช่วยยกระดับธุรกิจให้ทันสมัย

Cloud Infrastructure คือ โครงสร้างพื้นฐานของระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ให้บริการใน Cloud ที่มีผู้ให้บริการเป็นผู้ดูแล ซึ่ง Cloud Infrastructure มีส่วนช่วยลดข้อจำกัดที่มีจากการใช้งาน On-Premise ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ให้มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย ให้ธุรกิจและองค์กรสามารถเติบโตในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

ซึ่งสิริซอฟต์ผสมผสานเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยให้เข้ากับกลยุทธ์ของธุรกิจ ด้วย DevOps และ Microservices ช่วยเรื่องการปรับปรุงธุรกิจ การทรานส์ฟอร์ม และการบริหารความเสี่ยงให้เป็นเรื่องง่าย เพื่อให้คุณมีประสบการณ์ใช้งานที่ดี ให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน พร้อมรักษามาตรฐานธุรกิจได้อย่างมั่นคง

Interested Article